
|
๑. บุคคลหาชื่อว่าเป็นภิกษุเพียงด้วยการขอคนอื่นไม่ บุคคลสมาทานธรรมเป็นพิษ หาชื่อว่าเป็นภิกษุได้ไม่ ผู้ใดในโลกนี้ละบุญและบาปเสียแล้ว ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการวิจาร ผู้นั้นแลชื่อว่าเป็นภิกษุ (๒๔/๓๖๘ ภิกขกสูตร) |
|
๒. หญ้าคาบุคคลจับไม่ดีย่อมบาดมือ ฉันใด ความเป็นสมณะที่บุคคลปฏิบัติไม่ดี ย่อมคร่าเข้าไปในนรก ฉันนั้น (๓๘/๗๓ คาถาธรรมบท) |
|
๓. ผู้ใดยังมีกิเลสดุจน้ำฝาด ปราศจากทมะและสัจจะ จักนุ่งห่มผ้ากาสาวะ ผู้นั้นย่อมไม่ควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะ ส่วนผู้ใดคายกิเลสดุจน้ำฝาดออกแล้ว ตั้งมั่นอยู่ในศีลอย่างมั่นคง ประกอบด้วยทมะและสัจจะ ผู้นั้นจึงสมควรจะนุ่งห่มผ้ากาสาวะโดยแท้ ผู้ใดมีศีลวิบัติ มีปัญญาทราม ไม่สำรวมอินทรีย์ กระทำตามความใคร่อย่างเดียว มีจิตฟุ้งซ่าน ไม่ขวนขวายในทางที่ควร ผู้นั้นไม่สมควรจะนุ่งห่มผ้ากาสาวะ ผู้ใดไม่มีศีล ผู้นั้นเป็นคนพาล มีจิตใจฟุ้งซ่าน มีมานะฟูขึ้นเหมือนไม้อ้อ ย่อมสมควรจะนุ่งห่มแต่ผ้าขาวเท่านั้น จักควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะอย่างไร (๔๑/๕๘๓-๕๘๔ ปุสสเถรคาถา) |
|
๔. คนเป็นอันมากผู้อันผ้ากาสาวะพันคอแล้ว มีธรรมอันลามก ไม่สำรวม เป็นคนชั่วช้า ย่อมเข้าถึงนรก เพราะกรรมอันลามกทั้งหลาย ก้อนเหล็กแดงเปรียบด้วยเปลวไฟ อันบุคคลบริโภคแล้วประเสริฐกว่า บุคคลผู้ทุศีล ไม่สำรวม พึงบริโภคก้อนข้าวของชาวแว่นแคว้น จะประเสริฐอะไร (๓๘/๗๓ คาถาธรรมบท) |
|
๕. บุคคลเหล่าใด ไม่มีศรัทธา ต้องการเลี้ยงชีวิต มิใช่ออกบวชด้วยศรัทธา เป็นผู้โอ้อวด มีมารยา เกเร ฟุ้งซ่าน เย่อหยิ่ง เหลาะแหละ ปากกล้า พูดพล่าม ไม่สำรวมทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ไม่รู้จักประมาณในโภชนะ ไม่ประกอบความเพียร ไม่เพ่งถึงความเป็นสมณะ ไม่มีความเคารพกล้าในสิกขา มักมาก ย่อหย่อน เป็นหัวหน้าในการล่วงละเมิด ทอดธุระในวิเวก เกียจคร้าน มีความเพียรทราม มีสติเลอะเลือน ไม่มีสัมปชัญญะ ไม่มีจิตมั่นคง มีจิตฟุ้งซ่าน มีปัญญาทรามคล้ายคนบ้าน้ำลาย คนเหล่านั้น เมื่อถูกสอนอย่างไร ย่อมไม่รับโดยเคารพ (๓๓/๒๘๕ โจทนาสูตร) |
|
๖. ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้บวชแล้ว เป็นผู้มีอภิชฌา (ความโลภ ความอยากได้) มาก มีความกำหนัดอันแรงกล้าในกามทั้งหลาย มีจิตพยาบาท มีความดำริแห่งใจชั่วร้าย มีสติหลงลืม ไม่รู้สึกตัว มีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิตหมุนไปผิด ไม่สำรวมอินทรีย์ เรากล่าวบุคคลนี้ว่า มีอุปมาเหมือนดุ้นฟืนในที่เผาผีที่ไฟติดทั่วแล้วทั้งสองข้าง ตรงกลาง เปื้อนคูถ จะใช้ประโยชน์เป็นฟืนในบ้าน ในป่าก็ไม่สำเร็จ ฉะนั้น บุคคลนี้เสื่อมแล้วจากโภคะแห่งคฤหัสถ์ และไม่ยังผลแห่งความเป็นสมณะให้บริบูรณ์ได้ (๓๘/๔๑๒ ชีวิตสูตร) |
|
๗. ดูกรอานนท์ ภิกษุผู้ชอบคลุกคลีกัน ยินดีในการคลุกคลีกัน ประกอบเนืองๆ ซึ่งความชอบคลุกคลีกัน ชอบเป็นหมู่ ยินดีในหมู่ บันเทิงร่วมหมู่ ย่อมไม่งามเลย ดูกรอานนท์ ข้อที่ภิกษุผู้ชอบคลุกคลีกัน ยินดีในการคลุกคลีกัน ประกอบเนืองๆ ซึ่งความชอบคลุกคลีกัน ชอบเป็นหมู่ ยินดีในหมู่ บันเทิงร่วมหมู่นั้นหนอ จักเป็นผู้ได้สุขเกิดแต่เนกขัมมะ สุขเกิดแต่ความสงัด สุขเกิดแต่ความเข้าไปสงบ สุขเกิดแต่ความตรัสรู้ ตามความปรารถนาโดยไม่ยาก ไม่ลำบาก นั้นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ (๒๑/๒๙๒ มหาสุญญตสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับท่านพระอานนท์) |
|
๘. ภิกษุผู้มีการงานเป็นที่มายินดี (ยุ่งด้วยธุรกิจ) ยินดีในการคุย ชอบหลับและฟุ้งซ่าน ผู้เช่นนั้นไม่ควรเพื่อบรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุด เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุพึงเป็นผู้มีกิจน้อย เว้นจากความหลับ ไม่ฟุ้งซ่าน ภิกษุผู้เช่นนั้น ควรเพื่อบรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุด (๓๘/๓๙๑ ปริหานสูตร) |

| ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner) |
|
๙. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัย ๔ อย่างนี้ เมื่อบุคคลกำลังลงน้ำ พึงหวังได้ คือ ภัยเพราะคลื่น ภัยเพราะจระเข้ ภัยเพราะน้ำวน ภัยเพราะปลาร้าย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัย ๔ อย่างนี้ ก็ฉันนั้น เมืื่อบุคคลบางคนในโลกนี้ ออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยนี้ พึงหวังได้ ภัย ๔ อย่างเป็นไฉน คือ (๑) ภัยเพราะคลื่น เป็นชื่อของความคับใจด้วยสามารถความโกรธ (๒) ภัยเพราะจระเข้ เป็นชื่อของความเป็นผู้เห็นแก่ท้อง (๓) ภัยเพราะน้ำวน เป็นชื่อของกามคุณห้า (๔) ภัยเพราะปลาร้าย เป็นชื่อของมาตุคาม (๑๙/๒๓๗-๒๔๐ จาตุมสูตร) |
|
๑๐. ภิกษุเป็นที่เลื่องลือว่า เป็นบัณฑิต อธิษฐานความประพฤติผู้เดียว แม้ภายหลังประกอบในเมถุนธรรม จักเศร้าหมอง เหมือนคนโง่ ฉะนั้น (๔๖/๒๕๑ ติสสเมตเตยยสุตตนิเทส) |
|
๑๑. บุคคลใด เป็นผู้เดียวเที่ยวไปในเบื้องต้น(ภายหลัง) ย่อมส้องเสพเมถุนธรรม บัณฑิตทั้งหลายกล่าวบุคคลนั้นว่าเป็นปุถุชนคนเลวในโลก เหมือนยวดยานที่หมุนไป ฉะนั้น (๔๖/๒๓๘ ติสสเมตเตยยสุตตนิเทส) |
|
๑๒. ความคับแค้นของบุคคลผู้ประกอบเมถุนธรรมมีอยู่ บุคคลผู้ประกอบเมถุนธรรมย่อมลืมแม้คำสั่งสอน และย่อมปฏิบัติผิด การปฏิบัตินี้เป็นกิจไม่ประเสริฐของบุคคลนั้น บุคคลใดประพฤติอยู่ผู้เดียวในกาลก่อนแล้ว เสพเมถุนธรรม(ในภายหลัง) บัณฑิตทั้งหลายกล่าวบุคคลนั้นว่า เป็นคนมีกิเลสมากในโลก เหมือนยวดยานที่แล่นไปใกล้เหว ฉะนั้น ยศและเกียรติคุณในกาลก่อนของบุคคลนั้น ย่อมเสื่อม บุคคลเห็นโทษแม้นี้แล้ว ควรศึกษาไตรสิกขาเพื่อละเมถุนธรรม ผู้ใดไม่ละเมถุนธรรม ผู้นั้นถูกความดำริครอบงำแล้ว ซบเซาอยู่ เหมือนคนกำพร้า ฉะนั้น ผู้นั้นฟังเสียงอันระบือไปของชนเหล่าอื่นแล้ว เป็นผู้เก้อเขิน เช่นนั้น อนึ่ง ผู้ใดอันวาทะของบุคคลอื่นตักเตือนแล้ว ยังกระทำกายทุจริตเป็นต้น ผู้นี้แหละพึงเป็นผู้มีเครื่องผูกใหญ่ ย่อมถือเอาโทษแห่งมุสาวาท บุคคลอันผู้อื่นรู้กันดีแล้วว่าเป็นบัณฑิต อธิษฐานการเที่ยวไปผู้เดียว แม้ในภายหลัง ประกอบเมถุนธรรม ย่อมมัวหมองเหมือนคนงมงาย ฉะนั้น มุนีในศาสนานี้ รู้โทษในเบื้องต้นและเบื้องปลายนี้แล้ว ควรกระทำการเที่ยวไปผู้เดียวให้มั่นคง ไม่ควรเสพเมถุนธรรม ควรศึกษาวิเวกเท่านั้น การประพฤติวิเวกนี้ เป็นกิจอันสูงสุดของพระอริยเจ้าทั้งหลาย มุนีไม่ควรสำคัญตนว่าเป็นผู้ประเสริฐสุดด้วยวิเวกนั้น มุนีนั้นแลย่อมอยู่ใกล้นิพพาน หมู่สัตว์ผู้ยินดีแล้วในกามทั้งหลาย ย่อมรักใคร่ต่อมุนีผู้สงัดแล้วเที่ยวไปอยู่ ผู้ไม่มีความห่วงใยในกามทั้ังหลาย ผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว ฉะนี้แล้ว (๓๙/๖๖๑-๖๖๒ ติสสเมตเตยยสุตตนิเทส) |
|
๑๓. สาวกของพระสมณโคดมเหล่าใด แม้บาดหมางกับเพื่อนพรหมจรรย์แล้ว ลาสิกขาสึกไป แม้สาวกเหล่านั้น ก็ยังกล่าวสรรเสริญคุณพระศาสดา พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นแต่ติเตียนตนเอง ไม่ติเตียนผู้อื่นว่า ถึงพวกเราจักได้มาบวชในธรรมวินัยที่พระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้วอย่างนี้ แต่ไม่อาจจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ให้บริบูรณ์จนตลอดชีวิตได้ เป็นคนไม่ม่ีบุญ มีบุญน้อยเสียแล้ว สาวกของพระสมณโคดมเหล่านั้น จะเป็นอารามิกก็ดี เป็นอุบาสกก็ดี ก็ยังประพฤติมั่นอยู่ในสิกขาบทห้า (๑๙/๓๖๕-๓๖๖ มหาสกุลุทายิสูตร สกุลุทายิปริพาชกกราบทูลพระผู้มีพระภาค) |
|
๑๔. ผู้ใดละทองคำและเงินแล้ว ยังกลับมารับทองคำและเงินนั้นอีก ไฉนผู้นั้นจะพึงเงยหน้าในระหว่างบัณฑิตทั้งหลายได้เล่า เพราะเงินหรือทองคำย่อมไม่มีเพื่อความสงบใจแม้แก่บุคคลนั้น เงินและทองนั้นเป็นของไม่สมควรแก่สมณะ ไม่เป็นอริยทรัพย์แท้จริง ทองคำและเงินนี้ เป็นเหตุให้เกิดความโลภ นำมาซึ่งความมัวเมา ให้เกิดความลุ่มหลงเป็นเครื่องให้กำหนัดพัวพัน มีความระแวง มีความคับแค้นเป็นอันมาก และไม่มีความยั่งยืนมั่นคง ก็คนทั้งหลายผู้ยินดีในทรัพย์นั้น ชื่อว่าเป็นผู้ประมาท มีใจเศร้าหมอง (๔๑/๗๒๖-๗๒๗ สุภากัมมารธีตาเถรีคาถา) |
|
๑๕. ญาติและมิตรทั้งหลายย่อมร้องไห้ถึงคนที่ตายแล้ว หรือยังเป็นอยู่แต่หายไป แต่คนใดละกามทั้งหลายแล้วจะกลับมาในกามนี้อีก ญาติและมิตรทั้งหลายย่อมร้องไห้ถึงคนนั้น เพราะเขาเป็นอยู่ต่อไปอีกก็เหมือนตายแล้ว (๒๔/๔๒๓ สานุสูตร) |
|
๑๖. ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้หลอกลวง มีใจกระด้าง ประจบประแจง ประกอบด้วยกิเลสอันปรากฏดุจเขา มีกิเลสดุจไม้อ้อสูงขึ้น มีใจไม่ตั้งมั่น ภิกษุเหล่านั้นย่อมไม่งอกงามในธรรม อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว (๓๘/๔๓๖ กุหนาสูตร) |

| ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner) |
|
๑๗. ท่านละความเป็นคฤหัสถ์มาแล้ว ยังไม่ทันสำเร็จกิจ เป็นผู้มีปากต่างไถ เห็นแก่ท้อง เป็นคนเกียจคร้าน เป็นคนโง่เขลา เข้าห้องบ่อยๆ (เพื่อนอน) เหมือนสุกรตัวใหญ่ที่เขาปรนปรือด้วยเหยื่อ ฉะนั้น (๔๑/๔๐๐ เพลัฏฐกานิเถรคาถา) |
|
๑๘. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประชุมชนย่อมรู้จักพวกเธอว่าสมณะๆ ก็แหละพวกเธอ เมื่อเขาถามว่า ท่านทั้งหลายเป็นอะไร ก็ปฏิญญา(รับ) ว่า พวกเราเป็นสมณะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อพวกเธอนั้นมีชื่ออย่างนี้ มีปฏิญญาอย่างนี้แล้ว ก็ควรศึกษาอยู่ว่า เราทั้งหลายจักสมาทาน ประพฤติธรรมเป็นเครื่องทำความเป็นสมณะด้วย เป็นเครื่องทำความเป็นพราหมณ์ด้วย เมื่อพวกเราปฏิบัติอยู่อย่างนี้ ชื่อและปฏิญญานี้ของพวกเรา ก็จักเป็นความจริงแท้ ใช่แต่เท่านั้น พวกเราบริโภคจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ของทายกเหล่าใด ปัจจัยทั้งหลายนั้น ของทายกเหล่านั้น ก็จักมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ในเพราะพวกเรา อีกอย่างหนึ่งเล่า บรรพชานี้ของพวกเราก็จักไม่เป็นหมัน จักมีผล มีความเจริญ (๑๘/๕๖๒ มหาอัสสปุรสูตร) |
|
๑๙. ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำใดที่เรากล่าวแล้วว่า เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีศีลอันถึงพร้อม มีปาติโมกข์อันถึงพร้อมอยู่เถิด เธอทั้งหลายจงเป็นผู้สำรวมด้วยความสำรวมในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจรอยู่เถิด เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มักเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลายเถิด ดังนี้ คำนั้นอันเราอาศัยอำนาจประโยชน์นี้ จึงได้กล่าวแล้ว ฉะนี้แล (๑๗/๗๔ อากังเขยยสูตร) |
|
๒๐. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการนี้ อันบรรพชิตพึงพิจารณาเนืองๆ ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ บรรพชิตพึงพิจารณาเนืองๆ ว่า (๑) เราเป็นผู้มีเพศต่างจากคฤหัสถ์ (๒) การเลี้ยงชีพของเราเนื่องด้วยผู้อื่น (๓) อากัปกิริยาอย่างอื่นอันเราควรทำมีอยู่ (๔) เราย่อมติเตียนตนเองได้โดยศีลหรือไม่ (๕) เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายผู้เป็นวิญญูชนพิจารณาแล้ว ติเตียนเราได้โดยศีลหรือไม่ (๖) เราต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น (๗) เราเป็นผู้มีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราจักทำกรรมใด ดีหรือชั่วก็ตาม เราจักต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น (๘) วันคืนล่วงไปๆ บัดนี้ เราทำอะไรอยู่ (๙) เรายินดีในเรือนว่างเปล่าหรือไม่ (๑๐) ญาณทัสสนะวิเศษอันสามารถกำจัดกิเลส เป็นอริยะ คือ อุตริมนุสธรรมอันเราได้บรรลุแล้วมีอยู่หรือหนอ ที่เป็นเหตุให้เราผู้อันเพื่อนพรหมจรรย์ถามแล้ว จักไม่เป็นผู้เก้อเขินในกาลภายหลัง (๓๗/๑๒๗-๑๒๘ อภิณหปัจจเวกขณธรรมสูตร) |
|
๒๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๘ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ ธรรม ๘ ประการเป็นไฉน คือ (๑) ความเป็นผู้ไม่ยินดีการงาน (ไม่มัววุ่นวายอยู่กับธุรกิจต่างๆ) (๒) ความเป็นผู้ไม่ยินดีการคุย (๓) ความเป็นผู้ไม่ยินดีความหลับ (๔) ความเป็นผู้ไม่ยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่คน (๕) ความเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย (๖) ความเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ (๗) ความเป็นผู้ไม่ยินดีในธรรมเครื่องข้อง (๘) ความเป็นผู้ไม่ยินดีในธรรมเครื่องเนิ่นช้า (๓๕/๔๒๓ อปริหานสูตร) |
|
๒๒. บุคคลทั้งหลาย ละเรือนละบุตร ละปศุสัตว์ที่รักบวชแล้ว กำจัดราคะ โทสะ และอวิชชาเสียแล้ว เป็นผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้ไกลจากกิเลส บุคคลพวกนั้นเป็นผู้ไม่ขวนขวายในโลก (หมดความขวนขวายเพื่อประโยชน์ตน) (๒๓/๒๙ มหัทธนสูตร) |
|
๒๓. ภิกษุไม่พึงเป็นผู้โลเลด้วยจักษุเลย พึงปิดกั้นโสดเสียจากถ้อยคำของชาวบ้าน(ดิรัจฉานกถา) ไม่พึงกำหนัดยินดีในรส และไม่พึงถือสิ่งอะไรๆ ในโลกว่าเป็นของเรา เมื่อตนอันผัสสะถูกต้องแล้วในกาลใด ในกาลนั้น ภิกษุไม่พึงกระทำความร่ำไร ไม่พึงปรารถนาภาพในที่ไหนๆ และไม่พึงหวั่นไหวในเพราะอารมณ์ที่น่ากลัว ภิกษุได้ข้าว น้ำ ของเคี้ยว หรือแม้ผ้าแล้ว ไม่พึงกระทำการสั่งสมไว้ และเมื่อไม่ได้สิ่งเหล่านั้น ก็ไม่พึงสะดุ้งดิ้นรน พึงเป็นผู้เพ่งฌาน ไม่พึงโลเลด้วยการเที่ยว พึงเว้นจากความคะนอง ไม่พึงประมาท อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุพึงอยู่ในที่นั่งและที่นอนอันเงียบเสียง ไม่พึงนอนมาก พึงมีความเพียร เสพความเป็นผู้ตื่นอยู่ พึงละเสียให้เด็ดขาดซึ่งความเกียจคร้าน ความล่อลวง ความร่าเริง การเล่น เมุถนธรรม กับทั้งการประดับ ภิกษุผู้นับถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นของเรา ไม่พึงประกอบอาถรรพ์ ตำราทำนายฝัน ทำลายลักษณะ นักขัตฤกษ์ การทำนายเสียงสัตว์ร้อง การทำยาให้หญิงมีครรภ์ และการเยียวยารักษา ภิกษุไม่พึงหวั่นไหวเพราะนินทา เมื่อเขาสรรเสริญก็ไม่พึงเห่อเหิม พึงบรรเทาความโลภ พร้อมทัั้งความตระหนี่ ความโกรธและคำส่อเสียดเสีย ภิกษุไม่พึงขวนขวายในการซื้อการขาย ไม่พึงกระทำการกล่าวติเตียนในที่ไหนๆ และไม่พึงคลุกคลีในชาวบ้าน ไม่พึงเจรจากะชนเพราะความใคร่ลาภ ภิกษุไม่พึงเป็นผู้โอ้อวด ไม่พึงกล่าววาจาประกอบ(ด้วย) ปัจจัยมีจีวร เป็นต้น ไม่พึงศีกษาความเป็นผู้คะนอง ไม่พึงกล่าวถ้อยคำเถียงกัน ภิกษุพึงเป็นผู้มีสัมปชัญญะ ไม่พึงนิยมในการกล่าวมุสา ไม่พึงกระทำความโอ้อวด อนึ่ง ไม่พึงดูหมิ่นผู้อื่นด้วยความเป็นอยู่ ปัญญา ศีลและพรต ภิกษุถูกผู้อื่นเสียดสีแล้ว ได้ฟังวาจามากของสมณะทั้งหลาย หรือของชนผู้พูดมาก ไม่พึงโต้ตอบด้วยคำหยาบ เพราะสัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมไม่กระทำความเป็นข้าศึก ภิกษุรู้ทั่วถึงธรรมนี้แล้ว ค้นคว้าพิจารณาอยู่ รู้ความดับกิเลสว่า เป็นความสงบดังนี้แล้ว พึงเป็นผู้มีสติศึกษาทุกเมื่อ ไม่พึงประมาทในศาสนาของพระโคดม ก็ภิกษุนั้น พึงเป็นผู้ครอบงำอารมณ์มีรูปเป็นต้น อันอารมณ์มีรูปเป็นต้นครอบงำไม่ได้ เป็นผู้เห็นธรรมที่ตนเห็นเอง ประจักษ์แก่ตน เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุผู้ไม่ประมาท พึงนอบน้อมศึกษาไตรสิกขาอยู่เนืองๆ ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทุกเมื่อเทอญ (๓๙/๖๙๓-๖๙๕ ตุวฏกสูตร) |
|
๒๔. ภิกษุผู้เป็นปราชญ์ มีสติ ประพฤติอยู่ในเขตแดนของตน ไม่พึงกลัวแต่ภัย ๕ อย่าง คือ เหลือบ ยุง สัตว์เลื้อยคลาน ผัสสะแห่งมนุษย์ (มีมนุษย์ผู้เป็นโจรเป็นต้น) สัตว์สี่เท้า ภิกษุผู้แสวงหากุศลธรรมอยู่เนืองๆ ไม่พึงสะดุ้งแม้ต่อเหล่าชนผู้ประพฤติธรรมอื่นนอกจากสหธรรมิก แม้ได้เห็นเหตุการณ์อันนำมาซึ่งความขลาดเป็นอันมากของชนเหล่านั้น และอันตรายเหล่าอื่น ก็พึงครอบงำเสียได้ ภิกษุอันผัสสะแห่งโรค คือ ความหิว เย็นจัด ร้อนจัด ถูกต้องแล้ว พึงอดกลั้นได้ ภิกษุนั้นเป็นผู้อันโรคเหล่านั้นถูกต้องแล้วด้วยอาการต่างๆ ก็มิได้ทำโอกาสให้แก่อภิสังขาร เป็นต้น พึงบากบั่นกระทำความเพียรให้มั่นคง ไม่พึงกระทำการขโมย ไม่พึงกล่าวคำมุสา พึงแผ่เมตตาไปยังหมู่สัตว์ทั้งที่สะดุ้งและมั่นคง ในกาลใด พึงรู้เท่าความที่ใจเป็นธรรมชาติขุ่นมัว ในกาลนั้น พึงบรรเทาเสียด้วยคิดว่า นี้เป็นฝักฝ่ายแห่งธรรมดำ ไม่พึงลุอำนาจแห่งความโกรธและการดูหมิ่นผู้อื่น พึงขุดรากเง่าแห่งความโกรธและการดูหมิ่นผู้อื่นเหล่านั้นแล้วดำรงอยู่ เมื่อจะครอบงำก็พึงครอบงำความรัก หรือความไม่รักเสียโดยแท้ ภิกษุผู้ประกอบด้วยปีติอันงาม มุ่งบุญเป็นเบื้องหน้า พึงข่มอันตรายเหล่านั้นเสีย พึงครอบงำความไม่ยินดีในที่นอนอันสงัด พึงครอบงำธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความร่ำไรทัั้ง ๔ อย่าง ผู้เป็นเสขะ ไม่มีกังวลเที่ยวไป พึงปราบวิตกอันเป็นที่ตั้งแห่งความร่ำไรเหล่านี้ว่า เราจักบริโภคอะไร หรือว่าเราจักบริโภคที่ไหน เมื่อคืนนี้เรานอนเป็นทุกข์นัก ค่ำนี้เราจักนอนที่ไหน ภิกษุนั้นได้ข้าวและที่อยู่ในกาลแล้ว พึงรู้จักประมาณ(ในกาลรับและในกาลบริโภค) เพื่อความสันโดษในศาสนานี้ ภิกษุนั้นคุ้มครองแล้วในปัจจัยเหล่านั้น สำรวมระวังเที่ยวไปในบ้าน ถึงใครๆ ด่าว่าเสียดสี ก็ไม่พึงกล่าววาจาหยาบ พึงเป็นผู้มีจักษุทอดลงและไม่พึงโลเลด้วยเท้า พึงเป็นผู้ขวนขวายในฌาน เป็นผู้ตื่นอยู่โดยมาก ปรารภอุเบกขา มีจิตตั้งมั่นดี พึงตัดเสียซึ่งธรรมเป็นที่อยู่แห่งวิตกและความคะนอง ภิกษุผู้อันอุปัชฌายะเป็นต้นตักเตือนด้วยวาจา พึงเป็นผู้มีสติ ยินดีรับคำตักเตือนนั้น พึงทำลายตะปู คือ ความโกรธในสพรหมจารีทั้งหลาย พึงเปล่งวาจาอันเป็นกุศล ไม่ให้ล่วงเวลา ไม่พึงคิดในการกล่าวติเตียนผู้อื่น ต่อแต่นั้น พึงเป็นผู้มีสติศึกษาเพื่อปราบธุลี ๕ อย่างในโลก ครอบงำความกำหนัดยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส และผัสสะ ครั้นปราบความพอใจในธรรมเหล่านี้ได้แล้ว พึงเป็นผู้มีสติ มีจิตหลุดพ้นด้วยดี พิจารณาธรรมอยู่โดยชอบ โดยกาลอันสมควร มีจิตแน่วแน่ พึงกำจัดความมืดเสียได้ ฉะนี้แล (๓๙/๗๐๑-๗๐๔ สารีปุตตสูตร) |

| ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner) |
|
๒๕. ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เกียจคร้านอาเกียรด้วยธรรมอันเป็นบาปอกุศล ย่อมอยู่เป็นทุกข์ และย่อมยังประโยชน์ของตนอันใหญ่ให้เสื่อมเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า บรรพชาของเราทั้งหลายนี้ จักไม่ต่ำทราม ไม่เป็นหมัน มีผล มีกำไร พวกเราบริโภคจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานเภสัชชบริขาร ของชนเหล่าใด สักการะเหล่านั้นของชนเหล่านั้น จักมีผลมาก มีอานิสงส์มาก เพราะเราทั้งหลายดังนี้ (๒๕/๔๑-๔๒ ทสพลวรรค) |
|
๒๖. ภิกษุพึงเสพที่นอนและที่นั่งอันสงัด พึงประพฤติเพื่อความหลุดพ้นจากสังโยชน์ ถ้าว่าภิกษุไม่พึงได้ความยินดีในที่นั้นไซร้ ก็พึงเป็นผู้มีตนอันรักษาแล้ว มีีสติ พึงอยู่ในหมู่ ภิกษุผู้เที่ยวไปอยู่จากตระกูลสู่ตระกูล เพื่อบิณฑบาต มีอินทรีย์อันคุ้มครองแล้ว มีปัญญารักษาตน มีสติ พึงเสพที่นอนและที่นั่งอันสงัด ภิกษุพ้นแล้วจากภัย น้อมไปแล้วในธรรมอันไม่มีภัย ปราศจากความสยดสยอง (๒๔/๓๑๐ อันทกวินทสูตร) |
|
๒๗. ภิกษุพึงเป็นผู้เพ่งพินิจ มีจิตหลุดพ้นแล้ว พึงหวังธรรมอันไม่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งหทัย อนึ่ง ภิกษุผู้มุ่งต่อพระอรหัตนั้น พึงรู้ความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งโลก พึงมีใจดี อันตัณหาและทิฐิไม่อิงอาศัยแล้ว (๒๓/๘๘ ทุติยกัสสปสูตร) |
|
๒๘. ภิกษุพึงปิดกั้นเสียซึ่งธรรมทั้งปวงอันเป็นรากเง่าแห่งส่วนของธรรมเป็นเครื่องยังสัตว์ให้เนิ่นช้า ซึ่งเป็นไปอยู่ว่า เป็นเราด้วยปัญญา ตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่งพึงบังเกิดขึ้น ณ ภายใน ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติศึกษาทุกเมื่อ เพื่อปราบตัณหาเหล่านั้น ภิกษุพึงรู้ถึงธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ณ ภายใน หรือภายนอก ไม่พึงกระทำความถือตัวด้วยธรรมนั้น สัตบุรุษทั้งหลายไม่กล่าวความดับนั้นเลย ภิกษุไม่พึงสำคัญว่า เราเป็นผู้ประเสริฐกว่าเขา เสมอเขาหรือเลวกว่าเขา ด้วยความถือตัวนั้น ถูกผู้อื่นถามด้วยคุณหลายประการ ก็ไม่พึงกำหนดตนตั้งอยู่โดยนัยเป็นต้นว่า เราบวชแล้วจากสกุลสูง ภิกษุพึงสงบระงับภายในเทียว ไม่พึงแสวงหาความสงบโดยอุบายอย่างอื่น ความเห็นว่าตัวตน ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้สงบแล้ว ณ ภายใน อนึ่ง ความเห็นว่าไม่มีตัวตน คือ เห็นว่าขาดสูญ จักมีแต่ที่ไหน คลื่นไม่เกิดที่ท่ามกลางแห่งสมุทร สมุทรนั้นตั้งอยู่ไม่หวั่นไหว ฉันใด ภิกษุพึงเป็นผู้มั่นคง ไม่หวั่นไหวในอิฐผลมีลาภเป็นต้น ฉันนั้น ภิกษุไม่พึงกระทำกิเลสเครื่องฟูมีราคะเป็นต้น ในอารมณ์ไหนๆ (๓๙/๖๙๑-๖๙๒ ตุวฏกสูตร) |
|
๒๙. ภิกษุควรเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย สันโดษ ชอบสงัด เป็นมุนี ไม่คลุกคลีด้วยพวกคฤหัสถ์และพวกบรรพชิตทั้งสอง ภิกษุผู้เป็นบัณฑิต ควรแสดงตนให้เป็นดังคนบ้าและคนใบ้ ไม่ควรพูดมากในท่ามกลางสงฆ์ ไม่ควรเข้าไปว่ากล่าวใครๆ ควรละเว้นการเข้ากระทบกระทั่ง เป็นผู้สำรวมในพระปาติโมกข์ และพึงเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ เป็นผู้ฉลาดในการเกิดขึ้นแห่งจิต มีนิมิตอันถือเอาแล้ว พึงประกอบสมถะและวิปัสสนาตามเวลาอันสมควรอยู่เนืองๆ พึงเป็นบัณฑิตผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรเป็นนิตย์ เป็นผู้ประกอบภาวนาทุกเมื่อ ด้วยความตั้งใจว่า ถ้ายังไม่ถึงที่สุดทุกข์ ไม่พึงถึงความวางใจ อาสวะทั้งหลายของภิกษุผู้ปรารถนาความบริสุทธิ์ เป็นอยู่อย่างนี้ ย่อมสิ้นไป และภิกษุนั้น ย่อมบรรลุนิพพาน (๔๑/๕๐๕-๕๐๖ อุปเสนวังคันตปุตตเถรคาถา) |
|
๓๐. ภิกษุผู้มีจิตสงบระงับ มีตัณหาอันจะนำไปในภพตัดขาดแล้ว ชาติสงสารสิ้นแล้ว พ้นแล้วจากเครื่องผูกแห่งมาร (๓๘/๑๘๖ สารีปุตตสูตร) |
|
๓๑. ภิกษุผู้สงบ ดับกิเลสในตนแล้ว ไม่อวดในศีลทั้งหลายว่าเราเป็นดังนี้ ผู้ฉลาดทั้งหลาย กล่าวภิกษุนั้นว่ามีอริยธรรม อนึ่ง กิเลสเป็นเหตุฟูขึ้นมิได้มีแก่ภิกษุใดในที่ไหนๆ ในโลก ผู้ฉลาดทั้งหลายก็กล่าวภิกษุนั้นว่า มีอริยธรรม (๔๑/๑๑๐ ทุฏฐัฏกสุตตนิเทส) |
|
๓๒. ภิกษุผู้พิจารณาเห็นอารมณ์ว่าไม่งามในกาย มีสติเฉพาะในลมหายใจ มีความเพียรทุกเมื่อ พิจารณาเห็นซึ่งนิพพานอันเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง ภิกษุนั้นแลผู้เห็นโดยชอบพยายามอยู่ ย่อมน้อมไปในนิพพานเป็นที่ระงับแห่งสังขารทั้งปวง ภิกษุนั้นแลผู้อยู่จบอภิญญา สงบระงับ ล่วงโยคะเสียได้แล้ว ชื่อว่าเป็นมุนี (๓๘/๔๐๑-๔๐๒ อสุภสูตร) |

| ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner) |
|
๓๓. ภิกษุได้บิณฑบาตแล้วตามสมัย พึงกลับไปนั่งในที่สงัดแต่ผู้เดียว ภิกษุผู้สงเคราะห์อัตภาพแล้ว คิดถึงขันธสันดานในภายใน ไม่พึงส่งใจไปในภายนอก ถ้าแม้ว่า ภิกษุนั้นพึงเจรจากับสาวกอื่น หรือกับภิกษุรูปไรๆ ไซร้ ภิกษุนั้นพึงกล่าวธรรมอันประณีต ไม่พึงกล่าวคำส่อเสียด ทั้งไม่พึงกล่าวคำติเตียนผู้อื่น (๓๙/๕๔๒-๕๔๓ ธรรมิกสูตร) |
|
๓๔. ภิกษุใดเที่ยวไปอยู่ ยืนอยู่ นั่งอยู่ หรือนอนอยู่ ย่อมตรึกถึงวิตกอันลามก(กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก) อันอาศัยแล้วซึ่งเรือนไซร้ ภิกษุนั้นชื่อว่าดำเนินไปตามทางผิด หมกมุ่นอยู่ในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความหลง ภิกษุเช่นนั้นเป็นผู้ไม่ควร เพื่อจะถูกต้องซึ่งสัมโพธิญาณอันสูงสุด ภิกษุใดเที่ยวไปอยู่ ยืนอยู่ นั่งอยู่ หรือนอนอยู่ สงบระงับวิตกได้แล้ว ยินดีในธรรมเป็นที่สงบวิตก ภิกษุเช่นนั้นเป็นผู้ควรเพื่อจะถูกต้องซึ่งสัมโพธิญาณอันสูงสุด (๓๘/๔๔๐ จรสูตร) |
|
๓๕. ภิกษุใดไม่มักโกรธ ไม่ผูกโกรธไว้ ไม่มีมายา ไม่ส่อเสียด เป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วทุกเมื่อ มีศีลงาม มีกัลยาณมิตร มีปัญญางาม ด้วยข้อปฏิบัติตามที่กล่าวมาแล้วอย่างนี้ ภิกษุนั้นย่อมไม่เศร้าโศกในโลกเบื้องหน้า (๔๑/๔๘๙-๔๙๐ สิริมิตตเถรคาถา) |
|
๓๖. ภิกษุมีความเพียร มีเรี่ยวแรง มีปัญญา เพ่งพินิจ มีสติ คุ้มครองอินทรีย์ พึงครอบงำทั่วทุกทิศ ด้วยอัปปมาณสมาธิ ประพฤติทั้งอธิศีล อธิจิต และอธิปัญญา เมื่อก่อนฉันใด ภายหลังก็ฉันนั้น ภายหลังฉันใด เมื่อก่อนก็ฉันนั้น เบื้องต่ำฉันใด เบื้องบนก็ฉันนั้น เบื้องบนฉันใด เบื้องต่ำก็ฉันนั้น ในกลางวันฉันใด ในกลางคืนก็ฉันนั้น ในกลางคืนฉันใด ในกลางวันก็ฉันนั้น ภิกษุเช่นนั้น บัณฑิตกล่าวว่า เป็นนักศึกษา เป็นนักปฏิบัติ และเป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อยดี ภิกษุเช่นนั้น บัณฑิตกล่าวว่า เป็นผู้ตรัสรู้ชอบ เป็นนักปราชญ์ เป็นผู้ถึงที่สุดของการปฏิบัติในโลก ท่านผู้ประกอบด้วยวิมุติอันเป็นที่สิ้นตัณหาย่อมมีจิตหลุดพ้นจากสังขารธรรม เพราะวิญญาณดับสนิท เหมือนความดับของประทีป ฉะนั้น (๓๑/๓๘๐-๓๘๑ สกขาสูตร) |
|
๓๗. ภิกษุใดไม่มีความเพียร ไม่มีโอตตัปปะ เกียจคร้าน มีความเพียรเลว มากไปด้วยถีนมิทธะ ไม่มีหิริ ไม่เอื้อเฟื้อ ภิกษุเช่นนั้นไม่ควรเพื่อบรรลุญาณเป็นเครื่องตรัสรู้อันยอดเยี่ยม ส่วนภิกษุใดมีสติ มีปัญญาเครื่องรักษาตน มีฌาณ มีความเพียร มีโอตตัปปะ ไม่ประมาท ตัดกิเลสชาติเครื่องประกอบสัตว์ไว้ด้วยชาติและชราขาดแล้ว พึงบรรลุญาณ เป็นเครื่องตรัสรู้อันยอดเยี่ยมในอัตภาพนี้แล (๓๘/๓๓๐ อาตาปีสูตร) |
|
๓๘. ภิกษุผู้เป็นบัณฑิต มีความเพียร มีปัญญาเครื่องรักษาตน พิจารณาโดยชอบแล้วด้วยปัญญา พึงสังเวชในฐานะเป็นที่ตั้งแห่งความสังเวชทีเดียว ภิกษุผู้มีปรกติอยู่อย่างนี้ มีความเพียร มีความประพฤติสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน หมั่นประกอบอุบายเป็นเครื่องสงบใจ พึงถึงความสิ้นไปแห่งทุกข์ได้ (๓๘/๓๓๔ โสมนัสสสูตร) |
|
๓๙. ภิกษุหนุ่มรูปใดแล เพียรพยายามอยู่ในพระพุทธศาสนา ก็เมื่อสัตว์ทั้งหลาย นอกนี้พากันหลับแล้ว ภิกษุหนุ่มนั้นตื่นอยู่ ชีวิตของเธอไม่ไร้ประโยชน์ เพราะฉะนั้น บุคคลผู้มีปัญญาระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึงประกอบศรัทธา ศีล ความเลื่อมใสและการเห็นธรรมเนืองๆ เถิด (๔๑/๔๒๙-๔๓๐ ธรรมปาลเถรคาถา) |
|
๔๐. ความพอใจในเบญจกามคุณ ความพยาบาท ความง่วงเหงาหาวนอน ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ และความสงสัย ย่อมไม่มีแก่ภิกษุโดยประการทั้งปวง (๔๑/๓๘๙ สุยามนเถรคาถา) |

| ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner) |
|
๔๑. ชีวิตย่อมไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ผู้นั้นย่อมไม่เศร้าโศกในที่สุดแห่งมรณะ ถ้าว่าผู้นั้นมีบทอันเห็นแล้วไซร้ เป็นนักปราชญ์ ย่อมไม่เศร้าโศกในท่ามกลางแห่งสัตว์ผู้มีความโศก ภิกษุผู้มีภวตัณหาอันตัดขาดแล้ว มีจิตสงบ มีชาติสงสารสิ้นแล้ว ย่อมไม่มีภพใหม่ (๓๘/๑๘๕ อุปเสนวังคันตปุตตสูตร) |
|
๔๒. ความยินดีอันมิใช่ของมนุษย์ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้เข้าไปสู่เรือนว่าง ผู้มีจิตสงบ ผู้เห็นแจ้งซึ่งธรรมโดยชอบ (๓๘/๘๕ คาถาธรรมบท) |
|
๔๓. กิเลสเป็นเครื่องผูกทั้งหลาย มิได้มีแก่ภิกษุที่ละมานะเสียแล้ว มานะและคันถะทั้งปวงอันภิกษุนั้นกำจัดเสียแล้ว ภิกษุเป็นผู้มีปัญญาดี ล่วงเสียแล้วซึ่งความสำคัญ ภิกษุนั้นพึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้บ้าง บุคคลทั้งหลายอื่นพูดกะเราดังนี้บ้าง ภิกษุนั้นฉลาด ทราบคำพูดในโลก พึงกล่าวตามสมมติที่พูดกัน (๒๓/๒๗ อรหันตสูตร) |
|
๔๔. ความคับแค้นแห่งจิต ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้สันโดษด้วยปัจจัยน้อย หาได้ง่ายและไม่มีโทษ เพราะปรารภเสนาสนะ จีวร ปานะและโภชนะ ทิศของเธอชื่อว่าไม่กระทบกระเทือน ภิกษุผู้สันโดษ ไม่ประมาท ยึดเหนี่ยวเอาไว้ได้ซึ่งธรรมอันสมควรแก่ธรรม เครื่องความเป็นสมณะ ที่พระตถาคตตรัสบอกแล้วแก่เธอ (๓๘/๔๒๘ จัตตาริสูตร) |
|
๔๕. ความกำเริบ (ความโกรธ) ย่อมไม่มีภายในพระอริยบุคคลผู้ก้าวล่วงความเจริญ และความเสื่อมมีประการอย่างนั้น เทวดาทั้งหลายย่อมไม่สามารถเพื่อจะเห็นพระอริยบุคคลนั้น ผู้ปราศจากภัย มีความสุข ไม่มีความโศก (๓๘/๑๓๔ กาฬิโคธาภัททิยสูตร) |
|
๔๖. ภิกษุพึงเสพการนั่งผู้เดียว การนอนผู้เดียว ไม่เกียจคร้าน เที่ยวไปผู้เดียว ฝึกหัดตนผู้เดียว พึงเป็นผู้ยินดีแล้วในที่สุดป่า (๓๘/๗๒ คาถาธรรมบท) |
|
๔๗. ภิกษุอยู่ผู้เดียวย่อมเป็นเหมือนพรหม ผู้อยู่ ๒ องค์ เหมือนเทพเจ้า ผู้อยู่มากกว่า ๓ องค์ขึ้นไป เหมือนชาวบ้าน ย่อมมีความโกลาหลมากขึ้น เพราะฉะนั้น ภิกษุพึงเป็นผู้อยู่แต่ผู้เดียว (๔๑/๔๓๘ ยโสชเถรคาถา) |
|
๔๘. เนื้อในป่าที่บุคคลไม่ผูกไว้แล้ว ย่อมไปหากินตามความปรารถนา ฉันใด นรชนผู้รู้แจ้ง เพ่งความประพฤติตามความพอใจของตน พึงเที่ยวไปแต่ผู้เดียว เหมือนนอแรด (๓๙/๔๕๖-๔๕๗ ขัคควิสาณสูตร) |

| ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner) |
|
๔๙. เราเกิดความกระสันขึ้นในที่ใด เราย่อมไม่อยู่ในที่นั้น แม้เราจะยินดีอย่างนั้นก็พึงหลีกไปเสีย แต่เราเห็นว่า การอยู่ในที่ใด จะไม่มีความเสื่อมเสีย เราก็พึงอยู่ในที่นั้น (๔๑/๔๐๑ มสิตวัมคเถรคาถา) |
|
๕๐. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเรียนธรรม คือ สุตคะ เคยยะ เวยยากรณ์ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ เธอย่อมปล่อยให้วันคืนล่วงไป ละการหลีกออกเร้นอยู่ ไม่ประกอบความสงบใจในภายในเพราะการเรียนธรรมนั้น ภิกษุนั้นเรียกว่าเป็นผู้มากด้วยการเรียน ไม่ชื่อว่าเป็นผู้อยู่ในธรรม อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมแสดงธรรมตามที่ได้สดับมาแล้ว ตามที่ได้เรียนมาแล้ว แก่ผู้อื่นโดยพิสดาร เธอย่อมปล่อยให้วันคืนล่วงไป ละการหลีกออกเร้นอยู่ ไม่ประกอบความสงบใจภายใน เพราะการแสดงธรรมนั้น ภิกษุนี้เรียกว่าเป็นผู้มากด้วยการแสดงธรรม ไม่ชื่อว่าเป็นผู้อยู่ในธรรม อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมกระทำการสาธยายธรรมตามที่ได้สดับมาแล้ว ตามที่ได้เรียนมาแล้วโดยพิสดาร เธอย่อมปล่อยให้วันคืนล่วงไป ละการหลีกออกเร้นอยู่ ไม่ประกอบความสงบใจในภายใน เพราะการสาธยายธรรมนั้น ภิกษุนี้เรียกว่าเป็นผู้มากด้วยการสาธยาย ไม่ชื่อว่าเป็นผู้อยู่ในธรรม อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมตรึกตาม ตรองตาม เพ่งตามด้วยใจ ซึ่งธรรมตามที่ได้สดับมาแล้ว ตามที่ได้เรียนมาแล้ว เธอย่อมปล่อยให้วันคืนล่วงไป ละการหลีกออกเร้นอยู่ ไม่ประกอบความสงบใจในภายใน เพราะการตรึกตามธรรมนั้น ภิกษุนี้เรียกว่าเป็นผู้มากด้วยการตรึกธรรม ไม่ชื่อว่าเป็นผู้อยู่ในธรรม ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณ์ คาถาอุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ เธอย่อมไม่ปล่อยให้วันคืนล่วงไป ไม่ละการหลีกออกเร้นอยู่ ประกอบความสงบใจในภายใน เพราะการเล่าเรียนธรรมนั้น ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้อยู่ในธรรมอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย กิจใดอันศาสดาผู้หวังประโยชน์เกื้อกูล อนุเคราะห์ อาศัยความเอ็นดู พึงกระทำแก่สาวกทั้งหลาย กิจนั้นเราได้ทำแก่เธอทั้งหลายแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย นั่นโคนต้นไม้ นั่นเรือนว่าง เธอจงเพ่งฌาน อย่าประมาท อย่าเป็นผู้มีความเดือดร้อนในภายหลัง นี้เป็นอนุสาสนีของเราเพื่อเธอทั้งหลาย (๓๓/๑๒๖-๑๒๗ ธรรมวิหาริกสูตร) |
|
๕๑. ดอกปทุมมีกลิ่นหอม พึงเกิดในกองแห่งหยากเยื่ออันเขาทิ้งแล้วใกล้ทางใหญ่นั้น ย่อมเป็นที่รื่นรมย์ใจ ฉันใด พระสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อปุถุชนทั้งหลายผู้เป็นเพียงดังกองหยากเยื่อ ย่อมไพโรจน์ล่วงปุถุชนทั้งหลายผู้เป็นดังคนบอดด้วยปัญญา ฉันนั้น (๓๘/๒๙ คาถาธรรมบท) |

| ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner) |
|
๕๒. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด พวกภิกษุเลวทรามมีกำลัง สมัยนั้น พวกภิกษุที่มีศีลเป็นที่รัก ย่อมถอยกำลัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสมัยเช่นนั้น ภิกษุพวกที่มีศีลเป็นที่รัก เป็นผู้นิ่งเงียบทีเดียว นั่งในท่ามกลางสงฆ์ ข้อนี้นั้นย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์ของชนมาก เพื่อมิใช่สุขของชนมาก แก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความฉิบหาย เพื่อมิใช่ประโยชน์ เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด พวกภิกษุมีศีลเป็นที่รัก มีกำลัง สมัยนั้น พวกภิกษุที่เลวทราม ย่อมถอยกำลัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสมัยเช่นนั้น พวกภิกษุที่เลวทราม เป็นผู้นิ่งเงียบทีเดียว นั่งในท่ามกลางสงฆ์ หรือออกไปทางใดทางหนึ่ง ข้อนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ของชนมาก เพื่อสุขของชนมาก แก่ชนเป็นอันมาก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย (๓๑/๑๐๙-๑๑๐ ปฐมปัณณาสก์) |
|
๕๓. ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทใดในธรรมวินัยนี้ มีจิตฟุ้งซ่าน เชิดตัว มีจิตกวัดแกว่ง ปากกล้า พูดจาอื้อฉาว หลงลืมสติ ไม่มีสัมปชัญญะ มีสติไม่ตั้งมั่น คิดจะสึก ไม่สำรวมอินทรีย์ บริษัทเช่นนี้ เรียกว่า บริษัทตื้น (๓๑/๑๑๑-๑๑๒ ปฐมปัณณาสก์) |
หมวดถัดไป ๓.๑๑ หมวดคุณธรรมของมุนี พราหมณ์ ภิกษุ สมณะ ฯลฯ
กลับสู่เมนู อ่านพระไตรปิฎกและรวมคำสอนจากพระโอษฐ์ที่นี่




